ทำสีรถยนต์

พ่นสีรถยนต์

ทำสีรถยนต์

โดยทั่วไปเราแบ่งสีออกเป็น 3ประเภทได้แก้

  1. ทำสีรถยนต์ 1 k คือสีระบบ1 องค์ประกอบ ( 1 Komponent*)

คือสีที่มีองค์ประกอบของสีเพียงอย่างเดยวเท่านั้น ในการใช้งานอาจนำไปผสมกับตัวทำละลาย อาทิเช่น ทินเนอร์ โดยทั่วไปเรามักเข้าใจว่า สี 1 K คือสีแห้งเร็ว ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะสี 1 K  มีหลา่ยชนิด

1.1 ซินเทติ อีนาเมล หรือสีน้ำมัน เป็นสี 1K แห้งช้าทำปฏิกิริยากับอ๊อกซิเจนในอากาศ

1.2 ไรโตรเซลลูโลส เป็นสี 1K แห็งเร็ว แห้งตัวโดยการละเหยตัว ด้วยตัวทำละลาย เช่น ทินเนอร์

1.3 อะคริลิค เป็นสี 1K แห้งเร็ว แห้งด้วยการละเหยตัว ด้วยตัวทำละลาย เช่น ทินเนอร์

       2. ทำสีรถยนต์ 2 k คือสีระบบ 2 องค์ประกอบ ( 2 Komponents*)

คือสีที่มีองค์ประกอบของสีและตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งก่อนใช้ต้องนำทั้ง 2 องค์ประกอบ มาผสมกันเพื่อทำปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งจะทำให้สีแห้งตัว มีความคงทนสูงและคงสภาพได้นานมาก กล่าวคือจะมีคุณสมบัติเทียบเคียง **สีOEM  ที่สามารถคงสภาพสีเดิม ไม่ซีดจางได้ง่าย

         3.ทำสีรถยนต์ OEM

คือสีที่ใช้ในโรงงานประกอบรถยนต์ แห้งตัวโดยการอบสีทีใช้อุณภูมิสูง 120-160 องศา หลังจากแห้งตัวจะคงสภาพดีมาก ทนทานต่อตัวทำละลาย เช่นทินเนอร์ เบนซิน ดีเซล ได้ดีมากๆ

เหตุผลที่ทำให้สี 2K มีคุณสมบัติดีกว่าสี 1K

การแห้งตัวของสีถือว่า เป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลถึงคุณภาพโดยรวมของสี ซึ่งการแห้งตัวที่เกิดจากการทำปฏิกิริยา
ระหว่างองค์ประกอบ 2 ส่วน ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในเรซิ่น (Resin) ของสี และอีกส่วนอยู่ในตัวเร่งหรือฮาร์ดเดนเนอร์ (Hardener) นั้น ถือว่าเป็นการแห้งตัวที่ทำให้ได้ฟิล์มที่แห้งสมบูรณ์ ฟิล์มสีจึงค่อนข้างแข็งแกร่งและมีคุณสมบัติในด้านอื่นๆ ดีมาก ดังนี้

  • Durability – ความทนทาน รถยนต์ที่ซ่อมสีโดยใช้ระบบสี 2K จะคงสภาพเดิมและมีระยะเวลาคงสภาพเดิมได้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี
  • Weather Resistance – ความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ
  • Chemical Resistance – สามารถทนทานต่อสารเคมีต่างๆ ได้ดี เช่น ทินเนอร์ น้ำมันเบรก
  • Color Retention – สามารถคงสภาพสีเดิม ไม่ซีดจางจากเดิมง่าย
  • Gloss – มีความเงางามสูง
  • ให้คุณสมบัติเหมือนสีรถที่ออกจากโรงงานประกอบรถยนต์ O.E.M (Original Equipment Manufacturing)

คุณสมบัติที่กล่าวมาในเบื้องต้นนั้น ขึ้นอยู่กับกระบวนการทำงานที่ถูกต้องตามที่บริษัทผู้ผลิตสีเป็นผ็กำหนดและ
อู่รถที่จะใช้งานระบบสี 2K ควรจะเป็นอู่ที่มีมาตรฐาน และมีอุปกรณ์ในการทำงานที่ทันสมัยเหมาะที่จะใช้สี 2K เช่น ห้องพ่นสี ระบบถังปั๊มลม กาพ่นสี รวมถึง ช่างที่มีประสบการณ์พร้อมทั้ง เคยได้รับคำแนะนำและการอบรมจากบริษัทผู้ผลิต

ส่วนประกอบหลักของระบบสี 2K

สี 2K มีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ

1. ส่วนที่เป็นเนื้อสี

จะเกิดมาจากส่วนผสมหลัก 4 ส่วน ซึ่งรวมกันเป็นเนื้อเดียวและอยู่ในกระป๋องเดียวกันแล้ว คือ
a. กาว หรือเรซิ่น (Resin) หรืออาจเรียกว่า Binder หรือ Film Former ทำหน้าที่เป็นัวยึดเกาะของส่วนประกอบ
อื่นๆ ของสี เมื่อสีแห้งแล้ว เรซิ่นจะเกาะตัวเข้าด้วยกันเกิดเป็นเนื้อฟิล์ม ซึ่งเรซิ่นที่ใช้ในสีประเภทนี้ คือ โพลียูเรเทน ที่มีคุณสมบัติเด่นหลายอย่าง เช่น ความเงา ความแข็ง การยึดเกาะ การทนต่อสารเคมี ทนต่อความชื้น เป็นต้น
b. ผงสี (Pigment) เป็นสารที่ทำหน้าที่ในการปกปิดพื้นผิว และทำให้เกิดสีสันต่างๆ เช่น ดำ แดง เหลือง เขียว
หรืออาจใช้กันสนิมได้อีกด้วย แต่ในกรณีที่เป็นเคลียร์ที่ใช้เคลือบเงา จะไม่มีผงสีผสมอยู่
c. ตัวทำละลาย (Solvent) ทำหน้าที่ในการช่วยให้ผงสีและเรซิ่น กระจายตัวเข้าเป็นเนื้อเดียวกันทั้งยังทำหน้าที่
ในการเจือจางหรือปรับความข้นเหลวของสีให้เหมาะสมสำหรับการใช้งานด้วย
d. สารปรับแต่ง (Additive) เป็นส่วนประกอบที่หน้าที่เพิ่มคุณสมบัติหรือลดข้อด้อยบางอย่างของสี เช่น ช่วยให้
ฟิล์มเรียบง่าย ช่วยป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ ช่วยป้องกันการแยกตัวของผงสีและเรซิ่น ป้องกันการตกตะกอน เป็นต้น

2. ส่วนที่เป็นตัวเร่งที่ทำให้สีแข็งตัว (Hardener หรือ Activator)

ส่วนนี้จะแยกออกจากส่วนแรกโดยเด็ดขาด เมื่อจะนำสีไปใช้งานจึงค่อยผสมส่วนนี้ลงไป และน้ำยานี้ก็เป็นส่วน
ที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากถ้าไม่ใส่น้ำยานี้เข้าไปในสีและนำสีไปใช้สีจะไม่แห้งแข็งเป็นฟิล์ม ซึ่งน้ำยานี้ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของไอโซไชยาเนท (Isocyanate)

สี 2K ที่ดีเป็นอย่างไร

จากที่ทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า สี 2K นั้น มีคุณภาพดีกว่า สี 1K อย่างเทียบกันไม่ติดในหลายๆ ด้าน จึงเป็น
ผลให้อู่ซ่อมสีชั้นนำในปัจจุบันนี้หันมาใช้สี 2K กันแทบทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม สี 2K ในท้องตลาดเอง ก็มีหลากหลายยี่ห้อซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพย่อมแตกต่างกันออกไป เราจึงควรทราบว่า สี 2K ที่ดีนั้น แตกต่างจากสี 2K ทั่วๆ ไปอย่างไร

1. วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต (Raw Materials)

จากที่ทราบแล้วว่า สี 2K มีส่วนประกอบหลักหลายส่วนด้วยกัน ซึ่งในกระบวนการผลิตสี 2K ให้มีคุณภาพดีนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง เช่น การเลือกใช้เรซิ่นที่มีคุณภาพดี ส่งผลให้สี 2K นั้นๆ มีคุณสมบัติในมีความแข็งแรงของชั้นฟิล์มสีที่ดีมาก การยึดเกาะที่ดี ไม่หลุดล่อนง่าย มีความเงางามสูงและทนต่อสารเคมีต่างๆ ได้ดี เป็นพิเศษ ส่วนการเลือกใช้ผงสีที่มีคุณภาพดี สำหรับสีทับหน้า ก็จะทำให้สี 2K นั้นๆ มีสีสันที่สดสวย สีมีคามคงทน ไม่ว่าจะเป็นสีเมทัลลิค (สีที่มีส่วนผสมของบรอนซ์ ซึ่งจะทำให้เกิดการเป็นประกายเมื่อกระทบแสง) หรือหรือสีมุก (สีที่มีส่วนผสมของมุกซึ่งทำให้เกิดการมองเห็นสีที่เหลือบตามมุมมอง) หรือถ้าเป็นสีรองพื้น การเลือกผงสีที่คุณสมบัติในการป้องกันสนิมที่ดี ก็จะทำให้เรามั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดสนิมขึ้นในภายหลังอย่างแน่นอน ส่วนสารปรับแต่งก็เป็นอีกตัวหนึ่ง ที่จะช่วยทำให้คุณสมบัติของสีดีขึ้น ถึงแม้ว่าโดยทั่วๆ ไปสารปรับแต่งจะมีราคาสูงมากก็ตาม การเลือกเติมสารปรับแต่งบางัวลงไป เช่น Anti-UV จะช่วยปกป้องฟิล์มสีจากรังสียูวีของดวงอาทิตย์ ทำให้สีมีความเงางามและสีสันที่สดใส ไม่ซีดไม่จางง่ายลอดอายุการใช้งาน

2. กระบวนการผลิต (Process)

นอกจากการเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิตที่มีคุณภาพดีแล้ว กระบวนการผลิตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิตที่ดีนั้น จะหมายถึง การใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัยผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะสูง รวมถึง ระบบการควบคุมคุณภาพที่ดี เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี และมีความคงที่

อย่างไรก็ตามสำหรับการพ่นซ่อมสีในอู่ หรือศูนย์ซ่อมสีทั่วไป จะเลือกใช้สีได้แค่ 2 แบบ คือสี  1K และสี 2K เท่านั้นไม่สามรถนำสี OEM มาใช้ เนื่องจากว่าต้องอบที่อุณภูมิสูงมาก ซึ่งอู่ หรือ ศูนย์ก็ตามไม่สามารถทำได้ ในปัจุบัน อู่ เพคาะพ่นสี หรือ ศูนย์ชั้นนำต่างๆ จะหันมาใช้สีระบบ 2K เนื่องจากมีคุณภาพโดยรวมต่างจากสี 1K มาก ซึ่งผู้คนต่างทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าสี 2Kนั้น มีคุณภาพโดยรวม ดีกว่า สี 1K อย่างเทียบไม่ติดในหลายๆด้าน ซึ่งส่งผลให้อู่พ่นสีชั้นนำหันมาใช้สี 2K กันแทบทั้งสิ้น